ผลงานความคิดของ Leonardo da Vinci

posted on 08 Aug 2007 14:46 by piekrobe  in Biography

 "ปิดบล็อก"

 

โลกรู้จัก Leonardo da Vinci ในฐานะจิตรกรชาวอิตาลีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ ๕๐๐ ปีก่อน อันเป็นเวลาที่ยุโรปกำลังปั่นป่วนด้วยสงคราม ขณะเดียวกัน Christopher Columbus กับ Amerigo Vespucci ได้เดินทางพบโลกใหม่ ส่วน Vasco da Gama ก็ได้แล่นเรืออ้อมแหลม Good Hope จากยุโรปสู่อินเดีย และ Johann Gutenburg ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ยุคนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือ Renaissance

 

 ปืนใหญ่สำหรับยิงก้อนหินโจมตีฝ่ายข้าศึก
ความสามารถของ Leonardo ในการวาดภาพ Mona Lisa ที่ยิ่งใหญ่อมตะนิรันดร์กาล และภาพอื่น ๆ เช่น The Last Supper กับ Adoration of the Magi นั้นก็เป็นที่ประจักษ์ดี แต่ก็มีคนอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า Leonardo ชอบบันทึกความนึกคิดและจินตนาการต่าง ๆ ของตนลงในสมุดบันทึก ซึ่งมีจำนวนมากถึง ๑๓ เล่ม รวมเป็นเอกสารที่หนากว่า ๔,๐๐๐ หน้า โดยมีภาพสเกตช์พร้อมคำบรรยายอีกกว่าหมื่นภาพรวมอยู่ในนั้นด้วย เอกสารเหล่านี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มากนัก จึงมีคนไม่มากที่ได้รับรู้ถึงความสามารถด้านการเขียนเชิงวิชาการของ Leonardo แต่ถ้าเราได้ศึกษาเนื้อหาที่ Leonardo เขียนไว้ในสมุดบันทึกแล้ว เราก็จะเห็นว่า Leonardo มีความเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยี มากกว่าความเป็นจิตรกรอีก  Leonardo เริ่มมีนิสัยชอบวาดภาพ สเกตช์ภาพ และจดบันทึกตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเด็กชาย Leonardo ชอบศึกษาธรรมชาติมาก เขาชอบไล่จับผีเสื้อมาดูวิธีกระพือปีก เพื่อให้เข้าใจว่า เหตุใดมันจึงบินได้ หรือดูหนอนที่กำลังจะเป็นดักแด้ให้เห็นว่ามันกลายเป็นผีเสื้อในเวลาต่อมาได้อย่างไร และชอบดูลักษณะการบินของนก เป็นต้น Leonardo จะวาดภาพสิ่งที่เขาเห็น แล้วบันทึกความรู้สึกขณะเห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไว้ด้วย นั่นจึงทำให้บิดาของ Leonardo ปักใจว่าเด็กชายวัย ๑๔ ปีคนนี้ชอบเป็นจิตรกรแน่ ๆ จึงได้พาไปสมัครเรียนวาดภาพกับ Andrea del Verrocchio ผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ที่นี่ Leonardo เริ่มฝึกงานโดยช่วยกวาดพื้น ล้างแปรงระบายสี และวาดภาพส่วนที่อาจารย์กำหนดให้ทำ รวมทั้งได้ฝึกประสบการณ์ออกแบบอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องทอผ้า กว้าน และเครื่องขุดเจาะ เป็นต้น ในภายหลังเมื่อ Verrocchio ประจักษ์ว่าศิษย์ของตนมีความสามารถสูงกว่าครู จึงประกาศแขวนพู่กันทันที  จากนั้น Leonardo วัย ๒๕ ปี ก็ได้แยกตัวออกมารับจ้างวาดภาพ โดยมีสตูดิโอของตนเอง แต่เมื่องานจิตรกรรมทำเงินได้น้อยกว่างานวิศวกรรมทหาร เขาจึงเดินทางไปมิลานซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในอิตาลีในสมัยนั้น เขาได้เขียนจดหมายสมัครงานเพื่อทำงานกับ Ludovico Sforza โดยบรรยายคุณสมบัติของตนเองว่า เป็นวิศวกรทหารผู้สามารถสร้างสะพานที่เบาและแข็งแรงเพื่อใช้หลบหนีศัตรู สามารถสร้างปืนใหญ่ที่ยิงกระสุนหลายขนาดได้ในระยะไกลและถี่จนดูเสมือนห่าฝนได้ สามารถทดน้ำจากคูเมืองจนแห้งเพื่อให้ทหารเดินทัพประชิดกำแพงเมืองได้ สามารถสร้างปืนใหญ่ที่ยิงถล่มกำแพงเมืองได้ สามารถสร้างรถหุ้มเกราะให้เคลื่อนที่แหวกกองทัพข้าศึกได้ สามารถสร้างเรือที่แข็งแรงทนทานต่อการถูกโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่เพื่อใช้สู้รบในทะเลได้ รู้วิธีขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพงเมืองหรือลอดใต้แม่น้ำได้ ในยามสงบก็สามารถสร้างท่อระบายน้ำ แกะสลักรูปปั้นที่ทำด้วยหินอ่อนหรือทองสัมฤทธิ์ได้ ถ้าจะให้วาดภาพ ก็ทำได้ด้วย และถ้าจะให้สร้างอนุสาวรีย์คนขี่ม้าเพื่อเทิดพระเกียรติพระราชบิดาของ Ludovico ก็สามารถสร้างได้เช่นกัน ถ้าใครสงสัยว่าสิ่งที่อ้างมานี้เป็นไปไม่ได้ หรือไม่มีประโยชน์ใด ๆก็ขอโอกาสพิสูจน์ตนเอง


ภาพสเกตช์อนุสาวรีย์คนขี่ม้าที่ Leonardo เตรียมสร้างให้ตระกูล Sforza

ความสามารถในเรื่องต่าง ๆ ที่ Leonardo เขียนไว้ในจดหมายนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า Leonardo มีความสนใจที่หลากหลายและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับอาวุธสงคราม เพราะสิ่งที่ Leonardo นำเสนอคือสิ่งที่โลกจะใช้ในอีก ๔ ศตวรรษต่อมา
Ludovico รู้สึกประทับใจในจดหมายสมัครงานของ Leonardo มาก เขาจึงรับ Leonardo เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรและจิตรกรประจำตระกูล Leonardo เริ่มสร้างอนุเสาวรีย์ให้บิดาของ Ludovico โดยการศึกษาโครงสร้างของม้าและได้สร้างม้าจำลองที่สูงเกือบ 8 เมตร หนักประมาณ 100 ตันก่อน แต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับมิลาน Ludovico ได้ตัดสินใจนำทองสัมฤทธิ์ที่เตรียมไว้ใช้หล่อม้า ไปสร้างปืนใหญ่แทนม้าของ Leonardo จึงเป็นม้าที่ปรากฎอยู่ในกระดาษออกแบบเท่านั้น หาได้เป็นม้าอนุเสารีย์ไม่ ส่วนม้าจำลองที่ Leonardo สร้างไว้เป็นแบบนั้น ก็ถูกทหารฝรั่งเศสใช้เป็นเป้ายิงธนู จนในที่สุดม้าจำลองนั้นก็พังทลาย การพบสมุดบันทึกของ Leonardo ที่ National Library of Madrid เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ทำให้มีการศึกษาภาพสเกตช์และข้อความที่เขียนในสมุด และพบว่า Leonardo ได้ออกแบบวิธีการหล่อม้าไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน จนใครที่อ่านบันทึกนั้นได้ ก็สามารถสร้างอนุสาวรีย์คนขี่ม้านั้นได้ ส่วนช่างหล่อที่ได้วิเคราะห์ขนาดและโครงสร้างของม้าที่ Leonardo คิดสร้าง ก็กล่าวว่า Leonardo ไม่มีทางหล่อม้าได้สำเร็จ เพราะในสมัยของเขายังไม่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมพอจะทำได้  ดังได้กล่าวแล้วว่า สมุดบันทึกของ Leonardo เท่าที่ปรากฏมี ๑๓ เล่ม สมุดแต่ละเล่มก็มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน และ ณ วันนี้ สมุดเหล่านั้นก็กระจัดกระจายไปอยู่ตามห้องสมุดส่วนบุคคลและพิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลก เช่น สมุด Codex Madrid อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน สมุดบางส่วนอยู่ที่พระราชวัง Windsor ในอังกฤษ พิพิธภัณฑ์ Louvre ในฝรั่งเศส National Gallery ในสหรัฐอเมริกา ส่วนสมุด Codex Leicester มูลค่า ๓๐.๘ ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้อยู่ในความครอบครองของอภิมหาเศรษฐี Bill Gates  มีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับสมุดบันทึกของ Leonardo ข้อสังเกตแรกคือเขาเขียนบันทึกเป็นภาษาอิตาลี ขณะที่ตำราในสมัยนั้นใช้ภาษาละติน การที่ Leonardo เขียนบันทึกเป็นภาษาอิตาลี ก็เพราะเขาเขียนภาษาละตินไม่ได้ การอ่านภาษาละตินไม่ออก ยังมีส่วนทำให้ Leonardo รู้วิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นไม่มากด้วย  ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ Leonardo เขียนตัวหนังสือกลับข้าง คือเขียนเหมือนภาพตัวอักษรที่เห็นในกระจกเงา และเขียนจากขวาไปซ้าย วิธีการเขียนที่แปลกเช่นนี้ทำให้นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า เป็นเพราะ Leonardo ไม่ต้องการให้คนอื่นแอบอ่านบันทึก แล้วขโมยความคิดของเขาไปสบาย ๆ ส่วนบางคนก็คิดว่า Leonardo ไม่ต้องการให้ฝ่ายศาสนารู้ว่า ความรู้ใหม่ ๆ หลายเรื่องที่เขาพบนั้นขัดแย้งกับคำสอนทางศาสนา แต่นักวิชาการส่วนมากในปัจจุบันคิดว่าเป็นเพราะ Leonardo ถนัดซ้าย ดังนั้นหากเขาเขียนหนังสือจากซ้ายไปขวาเช่นคนทั่วไป มือซ้ายของเขาจะทับหมึกที่ยังไม่ทันแห้ง ทำให้กระดาษเลอะ และมือเปื้อนหมึก  ข้อสังเกตประการสุดท้ายคือ ในภาพสเกตช์หลายภาพ มีลายเส้นที่ Leonardo ลากเป็นเส้นตรง แน่วแน่ บางภาพมีรายละเอียดที่สมบูรณ์ แสดงให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่สมุดบันทึกมีขนาดเล็ก และภาพสเกตช์ก็ยิ่งมีขนาดเล็กลงไปอีก แต่ Leonardo ก็สามารถเขียนให้มีรายละเอียดได้ นั่นแสดงว่าเขาใช้ปากกาที่เขาประดิษฐ์เองซึ่งมีปลายคมมาก และใช้พลังนิ้วมือในการลากเส้นในภาพให้ตรงได้

แม่พิมพ์สำหรับหล่อส่วนหัวของม้า 

Leonardo เคยกล่าวว่า การค้นหาความรู้คือวิถีชีวิตของปราชญ์ การศึกษาภาพสเกตช์และการอ่านข้อความที่ปรากฏในสมุดบันทึกทำให้เรารู้ว่า Leonardo กระหายที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง และวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น ทำให้เรารู้ว่าเขาสนใจวิทยาการหลายด้าน เช่น กายวิภาคศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ปรัชญา การวางผังเมือง วิทยาการกลาโหม และชลศาสตร์ ความรู้ที่มากมายและหลากหลายรูปแบบเช่นนี้ ทำให้สมุดบันทึกของ Leonardo มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาพวาดของเขา ถือเป็นมรดกทางปัญญาอันล้ำค่าที่ Leonardo ได้ทิ้งไว้ให้มนุษย์ได้ศึกษาตราบจนทุกวันนี้ เขาเป็นผู้ที่รู้ทั้งศาสตร์และศิลป์มาก จนสมควรได้รับการยกย่องเป็นมนุษย์ Renaissance ตัวจริง

Leonardo มีความเห็นว่า การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ ต้องเกิดจากการได้เห็นด้วยตาก่อน Leonardo จึงใช้สายตาที่แหลมคมของเขาศึกษาธรรมชาติตลอดเวลา แล้วพยายามเข้าใจสิ่งที่เขาเห็นนั้น ด้วยเหตุนี้วิทยาศาสตร์ของ Leonardo จึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการเห็น ขณะที่วิทยาศาสตร์ของ Galileo เป็นวิชาที่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ด้วยการเห็นมากนี่เองที่ทำให้ Leonardo เป็นจิตรกรที่รู้วิทยาศาสตร์มากกว่านักวิทยาศาสตร์ร่วมรุ่นหลายคน และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีฝีมือวาดภาพสูงยิ่งกว่าจิตรกรแทบทุกคนในสมัยนั้น

 


การอธิบายเรื่องแสงโลก ในบริเวนสลัวของดวงจันทร์ ในสมุดบันทึกของ Leonardo

ความสนใจด้านดาราศาสตร์ของ Leonardo ปรากฏในการสังเกตดวงจันทร์ข้างขึ้น-แรม Leonardo เป็นบุคคลแรกที่สามารถอธิบายได้ว่า การที่บริเวณมืดของดวงจันทร์ไม่มืดสนิท แต่มีแสงสลัวนั้น ก็เพราะบริเวณนั้นของดวงจันทร์ได้รับแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากมหาสมุทรบนโลก (ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้เรียกว่า แสงโลก) เหมือนกับที่โลกได้รับแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากดวงจันทร์ ซึ่งเราเรียกแสงจันทร์ คำอธิบายของ Leonardo จึงขัดแย้งกับความเชื่อของผู้รู้ในสมัยนั้น ที่คิดว่าดวงจันทร์เป็นดาวที่มีแสงในตัวเอง แต่ความรู้ด้านดาราศาสตร์ของ Leonardo ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เช่นเขาคิดว่าดวงจันทร์มีทะเลห่อหุ้มเช่นเดียวกับโลก อย่างไรก็ตาม การที่ความรู้ของ Leonardo ถูกเก็บไว้เฉพาะในสมุดบันทึกโดยไม่ได้รับการเผยแพร่ ทำให้ความคิดของเขาไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อการพัฒนาดาราศาสตร์ในยุคนั้นเลย


อิอิ พายหายไปนานมากโดยไม่มีคำแ้ก้ตัวใดๆ นะคะ ยังไงก็กลับมาพร้อมกับเอ็นทรี่ย์ผลงานความคิดของ Leonardo ตามที่สัญญาไว้ละกันเน๊อะ แต่ว่าคงต้องขอตัดตอนไว้ก่อนค่ะ เพราะกลัวอัพไปแล้วจะยาวเกินไป

edit @ 28 Oct 2007 16:24:22 by ~ หอมกรุ่น ~

Leonardo Da Vinci

posted on 20 Jun 2007 21:26 by piekrobe  in Biography
Leonardo Da Vinci : จิตรกร ช่างแกะสลัก สถาปนิก วิศวกร หรือนักวิทยาศาสตร์?


Leonardo Da Vinci

อัตชีวประวัติของอัจฉริยะ ลีโอนาโด ดา วินชี เป็นอีกเรื่องราวหนึ่ง ที่น่าสนใจ
และก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้พายฟันธงได้ว่า "การอ่านทำให้คุณมหัศจรรย์"
เพราะไม่ว่าจะเป็น จิตรกร ช่างแกะสลัก สถาปนิก วิศวกร หรือ นักวิทยาศาสตร์ ก็รวมอยู่ในคนคนนี้
ลีโอนาโด ดาวินชี เกิดเมื่อ 15 เมษายน ปี ค.ศ. 1452 (ประมาณ 555 ปีแล้ว) ในเมือง Vinci แถบ Florence ประเทศอิตาลี
ลีโอนาโดถือเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่คนนึง ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance)
อีกทั้งยังได้รับการยอมรับอย่างมากในด้านวิทยาศาสตร์อีกด้วย
กว่าศตวรรษหลังจากเขาเสียชีวิตลง นวัตกรรมด้านการวาดภาพของเขากลับมีอิทธิพลอย่างมาก
กับหลักสูตรวิชาจิตรกรรมในอิตาลี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนั้น ด้านวิทยาศาสตร์ก็ได้รับประโยชน์
จากการศึกษาของดาวินชี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กายวิภาคศาสตร์ (anatomy) ทัศนศาสตร์ (optics) และเรื่องระบบไฮดรอลิก (hydraulics) ที่ใช้น้ำในการขับเคลื่อน ก็เป็นสิ่งที่ลีโอนาโด คิดไว้ก่อนล่วงหน้าการพัฒนาของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่หลายขุมนัก
ถ้าสมัยนั้นมีรางวัลโนเบล ชายผู้นี้คงจะกวาดไปซะแทบทุกแขนง...



ลีโอนาโด ดา วินชี เป็นบุตรนอกกฎหมาย ของ Ser Piero กับ หญิงสาวชนบท
เขาจึงไม่ได้รับการศึกษาอย่างเป็นแบบแผนเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป
แต่อย่างไรก็ตาม ลีโอนาโดกลับได้ความรู้มากมาย
จากความสุขในการชอบอ่านผลงานต่างๆ ของนักวิชาการกรีกโรมันโบราณด้วยตัวเขาเอง
ราวปี 1466 ลีโอนาโดมีโอกาสได้เข้าฝึกงานกับ จิตรกรและนักแกะสลักชาวฟรอเรนไทน์ (Florentine) ชื่อ แอนเดรีย เดล เวอรอคชิโอ (Andrea del Verrocchio) ผู้ซึ่งเป็นจิตรกรเอกของเมืองฟลอเรนซ์ในยุคนั้น
ว่ากันว่า ลีโอนาโด ซึ่งเป็นศิษย์ สามารถวาดภาพได้ดีกว่า Verrocchio มาก
จนทำให้ Verrocchio ตัดสินใจเลิกวาดภาพเลยทีเดียว
เมื่ออายุได้ 22 ปี เขาก็ได้เป็น สมาชิกของ guild of St. Luke โดยได้จารึกชื่อไว้ว่าเป็น จิตรกร
ภายในปี 1478 ลีโอนาโด จึงกลายเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว โดยมีภาพวาดชิ้นใหญ่ภาพแรกคือ Adoration of the Magi
ซึ่งเป็นภาพที่ ในที่สุดแล้วลีโอนาโดก็ไม่ได้วาดให้เสร็จ ผลงานอื่นๆ ในช่วงเดียวๆ กันของเขา ได้แก่
ผลงานที่เป็นที่รู้จักกันภายใต้ชื่อ Benois Madonna, ภาพ portrait ของ Ginevra de Benci และ
อีกภาพที่วาดไม่เสร็จเช่นกัน Saint Jerome


Adoration of the Magi by Leonardo Da Vinci



Benois Madonna by Leonardo Da Vinci



Leonardo's Ginevra de Benci (portrait)



Saint Jerome by Leonardo Da Vinci


ประมาณปี 1482 ลีโอนาโด ได้เข้ารับใช้ท่านดยุคของเมืองมิลาน ชื่อ ลูโดบีโค สฟอร์ซา (Ludovico Sforza) ทำหน้าที่เป็นสถาปนิก นักคณิตศาสตร์ และวิศวกรหลัก ให้กับโครงการทางทหารหลายต่อหลายแห่งของดยุด สฟอร์ซา
ภาพวาดที่มีความสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือ Virgin of the Rocks และผลงานชิ้นโบว์แดง the Last Supper นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษ 1490 ลีโอนาโดยังได้เริ่มเขียนหนังสือ 1119 หน้า ที่กลายเป็นที่รู้จักในมิลาน ชื่อว่า Leonardo's notebooks เนื้อหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ลีโอนาโดให้ความสนใจ
ซึ่งถูกรวบรวมต้นฉบับที่เขียนด้วยลายมือ โดยนักแกะสลักชาวอิตาเลียน ชื่อ ปอมเปโอ เลโอนี (Pompeo Leoni) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 และถูกนำมาฟื้นฟูอีกครั้ง ในช่วงทศวรรษ 1960


Leonardo's Notebook



Leonardo's Virgin of the Rocks



the Last Supper


ในปี 1502 ลีโอนาโดได้เข้าร่วมงานกับ Cesare Borgia ทำหน้าที่สถาปนิกและวิศวกร ควบคุมงานป้อมปราการของอาณาบริเวณของพระสันตปาปา ใจกลางเมืองอิตาลี ในช่วงนี้เองที่ ลีโอนาโด ได้วาดภาพ portrait ไว้หลายชิ้น
แต่ภาพที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียงภาพเดียว ก็คือภาพที่เป็นที่รู้จักกันดี Mona Lisa นั้นเอง ยังเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปอีกด้วยว่า หนึ่งในบรรดาภาพ portrait ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด คือ ภาพ Mona Lisa หรือ La Gioconda นี้เป็นภาพที่ดูเหมือนว่าจะสามารถดึงดูด
ความสนใจของตัวลีโอนาโดเองได้เป็นพิเศษ เนื่องจากเขามักจะพกพาไปด้วยเสมอเมื่อมีการเดินทางต่อจากนั้นมา



Mona Lisa (La Gioconda)

ในปี 1506 เป็นปีที่ ลีโอนาโด เดินทางกลับสู่มิลาน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจิตรกรประจำราชสำนัก ให้กับกษัตริย์ King Louis Xll แห่งฝรั่งเศษ ซึ่งอาศัยอยู่ในมิลาน หกปีต่อมา ลีโอนาโดก็แบ่งเวลาของเขาให้ระหว่าง มิลาน และ ฟรอเรนซ์ ที่ซึ่งเค้ามักจะไปเพื่อเยี่ยมเยียน
พี่น้องต่างมารดา และจัดการเรื่องมรดกที่ได้รับ จากปี 1514 ถึง 1516 ลีโอนาโด มีชีวิตอยู่ในกรุงโรม ภายใต้การอุปถัมภ์ของ
Pope Leo X ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ใน the Palazzo Belvedere ในนครวาติกัน และดูเหมือนจะยุ่งอยู่กับการทดลองทางวิทยาศาสตร์อยู่ตลอดเวลา
ในปี 1516 ลีโอนาโดจึงย้ายไปรับใช้กษัตริย์ Francis I ในฝรั่งเศษ เขาใช้ช่วงชีวิตปีสุดท้ายของเขาที่ Chateau de Cloux ใกล้เมือง Amboise
ที่ซึ่งลีโอนาโดเสียชีวิตลงในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 เวลา 45 ปีที่เหลือก่อนตาย ลีโอนาโด หมดไปกับ การค้นคว้า เพื่อเรียนรู้
เกี่ยวกับโลกรอบตัวเขาให้มากยิ่งขึ้น ด้วยสติปัญญาอันหลักแหลม และ ความอยากรู้อยากเห็น ได้ผลักดันให้เขา
สำรวจและทำเอกสารเอกสารเอาไว้สังเกต และบันทึกเอาไว้ ความสำเร็จของเขานั้น มีขอบเขตกว้างขวางกว่าบุคคลในสมัยเดียวกันกับเขา
เขาเป็นบุคคลที่ให้ ศิลปะ และ วิทยาศาสตร์ ที่มีขอบเขตกว้างขวางมากกว่าบุคคลใดๆ



ลีโอนาโดได้ศึกษาจนรอบรู้
มีหลายๆสิ่ง ที่เขาได้พัฒนาขึ้นมาในตลอดช่วงชีวิตของเขา ดังนี้

anatomy กายวิภาค
architecture สถาปัตยกรรม
botany พฤกษศาสตร์
geology ภูมิวิทยา
mathematics คณิตศาสตร์
mechanics ช่างเครื่อง
music ดนตรี
optics ทัศนศาสตร์
painting การเขียนภาพ
sculpture ประติมากรรม, รูปปั้น, รูปสลัก



มีกิตติศัพท์ คำเล่าลือเกี่ยวกับลีโอนาโดว่า สมัยเป็นหนุ่มนั้น
เป็นคนที่หน้าตาดีมาก เป็นเด็กหนุ่มที่น่าจับตามองที่สุด
""beautiful, strong, graceful in all his actions,
and so charming in conversation that he drew all men's spirits to him."
ซึ่งพอจะแปลความได้ว่า
"ความงดงาม, ความแข็งแรง, ความสง่า มีอยู่ในทุกการกระทำของเขาและ ความมีเสน่ห์ ในการปฏิสันถาร ซึ่งเขาได้ดึงดูดจิตใจ ของทุกคนสู่เขา "

แต่ทว่า...

ยังมีอีกคำกล่าวนึง
"Leonardo and His World
He was left handed in a world where such were considered demon filled.
He was an outspoken vegetarian in a world of meat eaters.
He was a pacifist in a world where force was a tool of government.
He was a gay man in world where only heterosexuals were okay."

"ลีโอนาโด และ โลกของเขา
เขาผู้ซึ่งถนัดซ้าย มีชีวิตอยู่ในโลกซึ่งมองการถนัดซ้ายเป็นเหมือนปีศาจสิงอยู่
เขาทานมังสวิรัติ ท่ามกลางโลกของมังสโภชนา
เขาเป็นผู้ยึดมั่นในสันติ ท่ามกลางโลกซึ่งใช้อำนาจเป็นเครื่องมือในการปกครอง
เขาเป็นเกย์ ท่ามกลางโลกที่คิดว่ารักต่างเพศเท่านั้นจึงจะถูกต้อง"


Ref: แปลจาก The Biography Channel
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก The Museum of Science



เอ็นทรี่ย์หน้า เรามาดูผลงานความคิดสิ่งประดิษฐ์ และภาพวาด
ของอัจฉริยะคนนี้ Leonardo Da Vinci กันนะคะ

ทฤษฎีเกม

posted on 18 Jun 2007 20:01 by piekrobe  in Biography
เกริ่นว่าจะเขียนเรื่องทฤษฎีเกม กับสิ่งที่แนชได้สร้างคุณค่าไว้นานมากๆ
(ประมาณ 3 สัปดาห์ เห็นจะได้) วันนี้ได้้ฤกษ์แล้วรู้สึกดีใจกับตัวเองจริงๆ ฮ่าๆๆ


พายเริ่มสนใจทฤษฎีเกม ก็เมื่อสนใจชีวประวัติของ Jonh Forbes Nash 
ผ่านไปเจอเรื่องนี้ทางไหนก็มักจะหยุดอ่าน อย่างไรก็ตาม
เข้าใจทฤษฎีเกมมากขึ้น จากหนังสือ เอาตัวรอดด้วยทฤษฎีเกม
ของ นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ นี่แหละค่ะ ที่ยกตัวอย่างแสนง่าย
ช่วยประเทืองปัญญาอันน้อยนิด ให้ได้รู้จักกับทฤษฎีเกม
และสิ่งที่ทำให้แนชได้รางวัลโนเบล อิอิอิ

ถ้าใครเรียนบริหารฯ อาจทราบดีว่าทฤษฎีเกมที่ว่านี้คืออะไร
ทฤษฎีเกมถูกอธิบายขึ้นครั้งแรกโดยอัจฉริยะทางด้านคณิตศาสตร์
ชื่อว่า จอห์น วอน นิวแมน ในปี 1903-1957 (ยังไม่เกิด อิอิ)
เป็นทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมเรื่องการใช้กลยุทธ์เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์
โดย จอห์น ฟอร์บ แนช เป็นผู้พัฒนาคลอบคลุมถึงสถานการณ์ที่คำว่าผลประโยชน์
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ในการแย่งชิงเท่านั้น แต่สามารถเกิดจากความร่วมมือกันได้ด้วย


แนชได้รับรางวัลโนเบลเพราะทฤษฎีที่แนชอธิบายขึ้นนั้น
เป็นลักษณะที่คล้ายคลึงกับสถานการณ์ในชีวิตจริงมาก
สามารถประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ในหลายๆ วงการ
โดยเฉพาะในวงการเศรษฐศาสตร์

แนชได้อธิบายทฤษฎีเกมไว้โดยใช้หลักคณิตศาสตร์ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน
และประยุกต์ใช้ได้ง่ายอีกด้วย ตัวของ จอห์น แนช เอง ก็ยังรู้สึกประหลาดใจ
เมื่อทราบว่าผลงานชิ้นนี้ของเค้าได้รางวัลโนเบลด้วยซ้ำ
ถึงกับกล่าวว่า "ในบรรดาผลงานทั้งหมดในชีวิตของผม ทฤษฎีเกมคือเรื่องที่ง่ายที่สุด"

บางคนอาจจะยังสงสัยว่า ทฤษฎีเกม ที่ว่านี้มันเป็นยังไงกันแน่
ถึงได้ดูมีอรรถประโยชน์ต่อมนุษยชาติขนาดนี้
ถ้าจะอธิบายกันแบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ
เกม ก็คือ สถานการณ์ใดๆ ในชีวิตที่เรามีทางเลือกมากกว่าหนึ่งทาง
แต่จะเรียกสถานการณ์นั้นว่า เกม ได้
จะต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งเลือกทางเลือกนั้นๆ ของเขาอยู่ด้วย
ซึ่งทำให้เราต้องคิดเชิงกลยุทธ์ เดาทางเลือกของฝ่ายตรงข้ามให้ออก
บนพื้นฐานที่ว่า คนเราย่อมต้องเลือกทางที่มีผลประโยชน์มากที่สุด


มีตัวอย่างการทดลองนึงของ หลักสูตร xMBA ของ ดร. เรวัต ตันตยานนท์
น่าสนใจดีค่ะ อ่านแล้วเห็นตามเค้าบอกจริงๆ ว่า ความยุติธรรมไม่มีในโลก
เกม อาจไม่ได้แข่งเพื่อการเอาชนะโดยให้อีกฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ
แต่ เกม เป็นการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเราแล้วเท่านั้น


เค้าทำการทดลองโดยใช้หนูค่ะ....

จับหนูตัวใหญ่อุ้ยอ้าย กับหนูตัวเล็กคล่องแคล่วมาอยู่ด้วยกัน
มีคานกระเดื่องห่างออกไประยะนึง ถ้ากดคานกระเดื่อง
จะมีอาหารตกลงมา 6 เม็ด ในจุดที่หนูทั้งสองยืนอยู่ตอนต้น

- หากหนูทั้งสองวิ่งไปที่คานกระเดื่องพร้อมกัน
หนูตัวเล็กจะวิ่งกลับมากินอาหารที่ตกลงมาได้ 2 เม็ด ก่อนที่หนูตัวใหญ่จะวิ่งมาถึง
และกินอาหาร 4 เม็ดที่เหลือ

- หากหนูตัวใหญ่วิ่งไปที่คานกระเดื่อง
หนูตัวเล็กจะกินอาหารที่ตกลงมาได้ 5 เม็ด ก่อนที่หนูตัวใหญ่จะวิ่งกลับมาถึง
และกินอาหาร 1 เม็ดที่เหลือ

- หากหนูตัวเล็กวิ่งไปที่คานกระเดื่อง
หนูตัวใหญ่จะกินอาหารที่ตกลงมาคนเดียวทั้ง 6 เม็ด

- หากไม่มีใครวิ่งไปที่คานกระเดื่อง..... ก็จะอดทั้งคู่ (ฮ่าๆๆ)

ทีนี้การวิ่งไปวิ่งมาก็ต้องมีค่าน้ำมัน (ต้นทุนค่าเหนื่อย)
สมมุติให้ตีราคาค่าวิ่งเป็นต้นทุนอาหารครึ่งเม็ด

ถ้าเราเป็นเจ้าตัวใหญ่ ก็คงสับสนล่ะค่ะว่าเอาไงดี อิอิอิ

เจ้าหนูตัวใหญ่มันคิดแบบนี้ค่ะ

สมมุติว่าเจ้าตัวเล็กเป็นคนกด
- ถ้าตรูกดด้วย จะได้กิน 3.5 เม็ด ถ้าไม่กดจะได้ 6 เม็ด (โอ้วว ตรูไม่กดดีกว่า)

สมมุติว่าตัวเล็กไม่กด
- ถ้าตรูกดจะได้ 0.5 เม็ด ถ้าไม่กดก็อดกิน (ถ้าเป็นงี้ ไปกดก็ได้อะ)

มาดูฝั่งเจ้าตัวเล็กกันบ้าง

สมมุติหนูตัวใหญ่กด
- ถ้าเจ้าหนูตัวเล็กกด จะได้ 1.5 เม็ด ถ้าไม่กด จะได้ 5 เม็ด (เพราะงั้น ไม่กดดีกว่า)
สมมุติหนูตัวใหญ่ไม่ไปกด
- ถ้าตัวเล็กกด จะได้ -0.5 เม็ด ถ้าไม่กดจะได้ 0 เม็ด (ไม่กดดีกว่าเช่นกัน)

สรุปเจ้าตัวเล็กอ่านเกมแล้ว ไม่ว่าตัวใหญ่จะกดหรือไม่ มันก็ต้องไม่กด
จึงจะได้ประโยชน์ที่สุด ฟันธง!!!

แต่เสียดายมันไม่รู้จักทฤษฎีเกม
มันเลยไม่สามารถวิเคราะห์ได้ แรกๆ ก็กดกันบ้างไม่กดกันบ้าง งมกันไป
จนเมื่อเจ้าตัวเล็กเรียนรู้ได้เองว่า ไม่ว่าเจ้าตัวใหญ่จะกดรึเปล่า
มันอยู่เฉยๆ จะได้ประโยชน์กว่าวิ่งไปกดด้วยเสมอ
เพราะฉนั้น ไม่ว่ายังไง เจ้าหนูตัวเล็กก็จะอยู่เฉยๆ เรื่อยไป (อยู่เฉยๆ สบายกว่า)
(ตรงนี้ตามหลักทฤษฎีเกม เรียกว่า เป็น "กลยุทธ์เด่น" ของเจ้าหนูตัวเล็ก)

เมื่อโลกไม่แตก หนูตัวเล็กก็ไม่กด
เจ้าตัวใหญ่จึงเหลือทางเลือกแค่เพียง "ตรูไปกดซะเอง"
เพราะได้ครึ่งเม็ดก็ยังดีกว่าอดตายอยู่แล้ว ฮ่าๆๆ
(ตรงนี้แหละที่เรียกว่าเป็นจุด Nash Equilibrium - จุดสมดุลของแนช
คือจุดที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับตัวเองแล้ว
แม้ว่าเจ้าตัวใหญ่จะจำใจก็เหอะ อิอิ)
เป็นตัวอย่างของการรักษาผลประโยชน์ ซึ่งต่างโดยสิ้นเชิงกับการเอาชนะ

จากการทดลองยังมีการอ้างด้วยว่า
หลังจากกดเพียงไม่กี่ครั้ง เจ้าตัวใหญ่ก็เป็นคนวิ่งไปกดอาหาร
ให้หนูตัวเล็กนอนรอสบายใจเฉิบทุกทีไป


จริงๆ ก็น่าอิจฉาหนู.... ที่มันไม่ต้องคิดว่าความยุติธรรมคืออะไร
สบายใจและยอมรับกับสภาพที่มันรับรู้ได้เท่านั้น
ไม่ต้องทะเลาะตบตี เรียกร้องหาความยุติธรรมเหมือนคนเรา
เพราะหลายครั้งก็ต่างคนต่างเหตุผล ต่างมาตรฐาน
แต่แม้ว่าโลกนี้จะไม่ยุติธรรมเอาซะเลย
ทฤษฎีเกม ก็ช่วยให้เรารู้เท่าทันไว้บ้าง
ช่วยลดการเอารัดเอาเปรียบกันได้ไม่น้อย