the icon last night
posted on 19 May 2007 23:14 by piekrobe in Cares
หลายครั้งที่ได้ติดตามรายการ The Icon: ปรากฏการณ์คน แล้วยิ่งรู้สึกชอบรายการ ชอบการสรุปแง่คิดของพิธีกร และชื่นชมชีวิตของแขกรับเชิญ ที่รายการนำเรื่องราวมาเสนอได้อย่างน่าสนใจ และได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ตอน มหันตภัยโลกร้อน, คุณเหมาะ แจ่มแจ้ง ชาวนาแห่งชาติ, คุณไชย ไชยวรรณ บริษัทไทยประกันชีวิต, สมชาย ดวงแก้ว นักกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิคทีมชาติไทย

ทุกๆ เทป มักจะมีจุดที่ทำให้เราได้เห็น มุมมองอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองผ่าน หรือไม่เคยได้เข้าใจ ทั้งยังเตือนให้ได้แง่คิดดีดี จากประสบการณ์ของคนที่เกิดและใช้ชีวิตอยู่ในยุดสมัยเดียวๆ กันกับเรา
เมื่อคืนได้ดูคุณดู๋-สัญญา เสนออีกปรากฎการณ์ของ หลวงพ่ออลงกต ติกขปัญโญ หรือ พระอาจารย์อุดมประชาทร เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ แล้วรู้สึกว่าได้แนวคิดดีดีที่เหมาะกับสภาพสังคมไทยที่รุนแรงขึ้น เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังค่ะ


แทบไม่น่าเชื่อว่าแต่เดิม พระอาจารย์อลงกต เริ่มบวช เพียงเพื่อต้องการบวชล้างซวย ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นคนติดเหล้า และมองพระสงฆ์ในแง่ลบอีกด้วย แต่หลังจากบวชแล้ว การศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ค่อยๆ ปรับให้เป็นคนมีสติ มีเหตุผล กระทั่งดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขที่แท้จริงมา จนมีโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่เป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้
พระอาจารย์เล่าว่า ก่อนบวชมีทัศนะคติที่ไม่ดีกับพระเลย มีอคติกับพระ ถึงขนาดไม่ไหว้พระด้วย เพราะมีมุมมองจากพระที่ประพฤติตัวไม่ดี
ชีวิตส่วนตัวก็เป็นคนขี้เหล้าคนนึง มักชอบขับรถไปชนท้ายคันอื่นๆ ให้เกิดเป็นอุบัติเหตุ
แต่มีผู้อุปการะที่เป็นห่วง คิดว่าพระอาจารย์ควรจะบวชล้างซวย
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศรัทธาในศาสนา แต่ก็ตัดสินใจตอบรับยอมบวชเพราะสงสารผู้ที่เป็นห่วง
ตอนบวชต้องทนทรมานกับอาการติดเหล้าในช่วงแรกๆ
ต่อมาได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรม เพียงเพราะต้องการหาอะไรทำ แต่กลับได้แง่คิดเรื่องสังขารและความไม่เที่ยง
"เราเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเหมือนสัตว์อื่นๆ แต่เรามีจิตที่มีความปรารถนาในเรื่องต่างๆ จึงเกิดเป็นความทุกข์"
ภายหลังจึงสนใจเรื่องของสมาธิ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจจะใช้เวลาอยู่กับศาสนาอีก 1 ปี เพื่อศึกษาการควบคุมอารมณ์ของตนเอง และออกธุดงก์อยู่หลายเดือน
"การที่เราเดินไป เหนื่อย ร้อน เจ็บเท้า ทำให้รู้ว่าความทุกข์ทุกอย่างเกิดขึ้นจากใจของเรา"
จึงตัดสินใจประจำอยู่ที่ถ้ำใกล้วัดพระบาทน้ำพุในปัจจุบัน เพื่อฝึกการควบคุมจิตใจของตนเอง และเห็นว่าเป็นความสุขยิ่งใหญ่ที่ได้อยู่กับตัวเอง
กระทั่งเหตุการณ์นึงทำให้พระอาจารย์เข้าใจว่า การแยกตัวเองออกจากทางโลกนั้น
เป็นสิ่งที่ผิด "เราควรจะเอาหลักธรรมเข้ามาใช้กับทางโลก เป็นหน้าที่ของพระ"
แนวคิดนี้เกิดจาก เหตุการณ์เมื่อพระอาจารย์ไปเยี่ยมผู่ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อศึกษาเรื่องบทบาทของพระ กับการดูแลจิตวิญญาณของผู้ที่กำลังจะตาย
พระอาจารย์จับมือผู้ป่วยขั้นสุดท้ายคนนึงที่ยกมือไหว้ ทำให้ผู้ป่วยร้องไห้ด้วยความดีใจอย่างหนัก ที่พระอาจารย์กล้าจับมือเค้า
ทันใดผู้ป่วยก็อ้าปากค้างตายไปต่อหน้า
ทำให้พระอาจาย์รู้สึกสับสนในจิตใจของตัวเอง ทั้งๆ ที่คิดว่าได้ผ่านการฝึกจิตมาดีแล้ว จนทำให้คิดว่า "คนที่เก่งจริงควรอยู่ในทุกสภาวะได้ด้วยความสงบ"
เกิดความเป็นแนวคิดว่า "ทางโลกกับทางธรรมควรอยู่รวมกัน"
ครั้งแรกที่ประกาศเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายนั้น โดนต่อต้านจากพระและชาวบ้าน ถึงขนาดไม่มีใครใส่บาตร ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ เข้าไปซื้อของในหมู่บ้านยังไม่ได้ เพราะความรังเกียจและโกรธเคือง
แต่สิ่งที่ทำให้ยังดำเนินโครงการต่อไปได้ เพราะคิดว่า "ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าท่านจะทำยังไง"
เหมือนตอนที่พระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตรแล้วโดนไล่ปาก้อนหิน คำตอบธรรมะเรื่อง ขันติ และความเมตตา ทำให้พระอาจารย์มีโครงการมาจนถึงทุกวันนี้ไ้ด้
พระอาจารย์ยังตอบคำถามเรื่อง มุมมอง การถ่ายนู๊ดมาทำบุญด้วยว่า เจตนาดีแต่วิธีการไม่เหมาะสม ถ้าบอกว่าจะเอาเงินไปช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ก็คือการทำบุญ พอมีคำว่าวัด คนจะมองว่าเอาเงินมาถวายพระนะ ถ้าเรารับก็จะเกิดกระแสต่อต้านรุนแรง คนที่ไปทำบุญที่วัด เราไม่รู้ว่าใคร บางครั้งพวกผู้หญิงขายบริการทำงานเสร็จ ก็เหมารถไปตอนเช้าเพื่อเอาเงินไปทำบุญ คิดอยากจะทำบุญ บางคนพูดน่าคิดว่าทำงานแบบนี้ เอาเงินไปถวายพระได้มั้ย ความจริง "มนุษย์ทุกคนมีหัวใจห้องที่สะอาดอยู่"
เรามีสิ่งสะอาดในหัวใจ คิดอยากจะทำบุญ มีเงิน แม้จะเป็นเงินที่ได้มาจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่มีศรัทธาดีงามอยากทำบุญ แบ่งเบาความทุกข์ของตัวเองและคนอื่น เปรียบเทียบ คนโกงที่ได้เงินมาไม่ทำบุญเลย แต่อีกคนคิดที่จะแบ่งเงินเพื่อทำบุญเพื่ออาจช่วยล้างบาป พระอาจารย์พยายามมอง มองในทางที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดไม่มองว่า คนนั้นเลว คนนั้นไม่ดี
บ้านเมืองเราทุกวันนี้มีการแบ่งแยกแบ่งกลุ่มทางความคิด
พระอาจารย์สอนว่า การมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้ปัญญา ความรัก ความเมตตาและความสามัคคี มาแก้ปัญหา
เราควรแยกระหว่าง "ความรัก" กับ "ความคิดเห็น" ออกจากกันให้ได้ หากแยกไม่ออก ก็จะนำไปสู่ความรุนแรง
"จะคิดแตกต่างกันยังไงก็ตาม ก็ขอให้เรารักกัน ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
ไม่มีใครดีไปซะทุกอย่าง หรือว่าชั่วไปซะทุกอย่าง ดีเลวคลุกเคล้ากัน
แต่ถึงยังไงธรรมชาติยังมี การให้อภัย การให้โอกาสกัน มาทำให้เกิดความสมดุลยังอยู่ด้วยกันได้
แต่ทุกวันนี้เราขาดความรักความเมตตาต่อกัน คิดถึงแต่ความต้องการของตนเอง เกลียดและชิงชังต่อกัน และไม่ีมีใครได้ประโยชน์
พระอาจารย์ ให้แง่คิดว่า "ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นครอบครัว แล้วแตกแยกกันแบบนี้ คิดว่าใครจะทุกข์ที่สุด" .......?
เราทุกคนรู้ดี แต่มีใครสักกี่คนที่คิดถึงและจริงจังกับเรื่องนี้ ว่าพ่อเราทรงทุกข์แค่ไหน
"มีอะไรมั้ยที่จะทำให้ เปลี่ยนจากที่ทะเลาะกันมารักกัน เพื่อให้พ่อสบายใจ"
เป็นที่มาของอีกภารกิจหนึ่งของพระอาจารย์อลงกต คือ การขอบิณฑบาตรความรู้รักสามัคคีถวายพระเจ้าอยู่หัว เป็นการทำดีเพื่อพ่อ
ด้วยการแจก สายรัดข้อมือที่พระอาจารย์และลูกศิษย์ถักกันขึ้นมาเอง 1,000,000 อัน

ช่วงสุดท้าย พระอาจารย์ตอบคำถามคุณดู๋ว่า
พระอาจารย์ที่ฝึกการควบคุมจิตใจมาแล้ว ยังเป็นห่วงเป็นทุกข์เรื่องบ้านเมืองแบบนี้ ถือเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ ...."อะไรที่เป็นคุณงามความดี ที่ทำให้โลก ให้มนุษย์เจริญขึ้น ดีขึ้น ล้วนเป็นกิจของสงฆ์ทั้งนั้น"
พายเอามาเล่าให้ฟังเพราะ... แม้ว่าเราอาจไม่ได้เป็นหนึ่งในล้านคน ที่จะได้รับแจกสายรัดข้อมืออันนี้ แต่เราก็เป็นคนนึงที่สามารถใส่บาตรความรักความสามัคคี รู้จักให้อภัยต่อกันได้นะคะ
บางคนอาจจะคิดว่า ไม่เกี่ยวกับเรา แต่ภาครวมก็เกิดจากภาคย่อยอย่างเรานี่แหละค่ะ
พายเคยอ่านหนังสือกล่าวไว้ว่า...
ความรักกับความริษยาเกลียดชังเป็นโรคติดต่อ...
ถ้าเราได้รับความรักมามากพอ เราก็จะส่งความรักให้คนอื่นได้โดยไม่รู้ตัว จะอ่อนโยน ให้อภัย เปิดใจและเข้าใจคนอื่นได้ดี
แต่ถ้าเราได้รับแต่ความเกลียดชัง อิษฉาริษยา เราก็จะเป็นคนช่างชิงชัง ยึิดถือผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ใจแคบและไม่สนใจคนอื่นเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน
เพราะฉะนั้นช่วยกันแพร่เชื้อความรักความสามัคคี ให้อภัยและเห็นใจผู้อื่น กันเถอะค่ะ
คงไม่มีใครชอบสังคมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและคนเห็นแก่ตัว

ทุกๆ เทป มักจะมีจุดที่ทำให้เราได้เห็น มุมมองอื่นๆ ที่คนส่วนใหญ่มักมองผ่าน หรือไม่เคยได้เข้าใจ ทั้งยังเตือนให้ได้แง่คิดดีดี จากประสบการณ์ของคนที่เกิดและใช้ชีวิตอยู่ในยุดสมัยเดียวๆ กันกับเรา
เมื่อคืนได้ดูคุณดู๋-สัญญา เสนออีกปรากฎการณ์ของ หลวงพ่ออลงกต ติกขปัญโญ หรือ พระอาจารย์อุดมประชาทร เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ แล้วรู้สึกว่าได้แนวคิดดีดีที่เหมาะกับสภาพสังคมไทยที่รุนแรงขึ้น เลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟังค่ะ
แทบไม่น่าเชื่อว่าแต่เดิม พระอาจารย์อลงกต เริ่มบวช เพียงเพื่อต้องการบวชล้างซวย ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็นคนติดเหล้า และมองพระสงฆ์ในแง่ลบอีกด้วย แต่หลังจากบวชแล้ว การศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ค่อยๆ ปรับให้เป็นคนมีสติ มีเหตุผล กระทั่งดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขที่แท้จริงมา จนมีโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ ที่เป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้
พระอาจารย์เล่าว่า ก่อนบวชมีทัศนะคติที่ไม่ดีกับพระเลย มีอคติกับพระ ถึงขนาดไม่ไหว้พระด้วย เพราะมีมุมมองจากพระที่ประพฤติตัวไม่ดี
ชีวิตส่วนตัวก็เป็นคนขี้เหล้าคนนึง มักชอบขับรถไปชนท้ายคันอื่นๆ ให้เกิดเป็นอุบัติเหตุ
แต่มีผู้อุปการะที่เป็นห่วง คิดว่าพระอาจารย์ควรจะบวชล้างซวย
ทั้งๆ ที่ไม่ได้ศรัทธาในศาสนา แต่ก็ตัดสินใจตอบรับยอมบวชเพราะสงสารผู้ที่เป็นห่วง
ตอนบวชต้องทนทรมานกับอาการติดเหล้าในช่วงแรกๆ
ต่อมาได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรม เพียงเพราะต้องการหาอะไรทำ แต่กลับได้แง่คิดเรื่องสังขารและความไม่เที่ยง
"เราเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาเหมือนสัตว์อื่นๆ แต่เรามีจิตที่มีความปรารถนาในเรื่องต่างๆ จึงเกิดเป็นความทุกข์"
ภายหลังจึงสนใจเรื่องของสมาธิ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ตัดสินใจจะใช้เวลาอยู่กับศาสนาอีก 1 ปี เพื่อศึกษาการควบคุมอารมณ์ของตนเอง และออกธุดงก์อยู่หลายเดือน
"การที่เราเดินไป เหนื่อย ร้อน เจ็บเท้า ทำให้รู้ว่าความทุกข์ทุกอย่างเกิดขึ้นจากใจของเรา"
จึงตัดสินใจประจำอยู่ที่ถ้ำใกล้วัดพระบาทน้ำพุในปัจจุบัน เพื่อฝึกการควบคุมจิตใจของตนเอง และเห็นว่าเป็นความสุขยิ่งใหญ่ที่ได้อยู่กับตัวเอง
กระทั่งเหตุการณ์นึงทำให้พระอาจารย์เข้าใจว่า การแยกตัวเองออกจากทางโลกนั้น
เป็นสิ่งที่ผิด "เราควรจะเอาหลักธรรมเข้ามาใช้กับทางโลก เป็นหน้าที่ของพระ"
แนวคิดนี้เกิดจาก เหตุการณ์เมื่อพระอาจารย์ไปเยี่ยมผู่ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย
เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อศึกษาเรื่องบทบาทของพระ กับการดูแลจิตวิญญาณของผู้ที่กำลังจะตาย
พระอาจารย์จับมือผู้ป่วยขั้นสุดท้ายคนนึงที่ยกมือไหว้ ทำให้ผู้ป่วยร้องไห้ด้วยความดีใจอย่างหนัก ที่พระอาจารย์กล้าจับมือเค้า
ทันใดผู้ป่วยก็อ้าปากค้างตายไปต่อหน้า
ทำให้พระอาจาย์รู้สึกสับสนในจิตใจของตัวเอง ทั้งๆ ที่คิดว่าได้ผ่านการฝึกจิตมาดีแล้ว จนทำให้คิดว่า "คนที่เก่งจริงควรอยู่ในทุกสภาวะได้ด้วยความสงบ"
เกิดความเป็นแนวคิดว่า "ทางโลกกับทางธรรมควรอยู่รวมกัน"
ครั้งแรกที่ประกาศเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายนั้น โดนต่อต้านจากพระและชาวบ้าน ถึงขนาดไม่มีใครใส่บาตร ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ เข้าไปซื้อของในหมู่บ้านยังไม่ได้ เพราะความรังเกียจและโกรธเคือง
แต่สิ่งที่ทำให้ยังดำเนินโครงการต่อไปได้ เพราะคิดว่า "ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าท่านจะทำยังไง"
เหมือนตอนที่พระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตรแล้วโดนไล่ปาก้อนหิน คำตอบธรรมะเรื่อง ขันติ และความเมตตา ทำให้พระอาจารย์มีโครงการมาจนถึงทุกวันนี้ไ้ด้
พระอาจารย์ยังตอบคำถามเรื่อง มุมมอง การถ่ายนู๊ดมาทำบุญด้วยว่า เจตนาดีแต่วิธีการไม่เหมาะสม ถ้าบอกว่าจะเอาเงินไปช่วยผู้ป่วยโรคเอดส์ก็คือการทำบุญ พอมีคำว่าวัด คนจะมองว่าเอาเงินมาถวายพระนะ ถ้าเรารับก็จะเกิดกระแสต่อต้านรุนแรง คนที่ไปทำบุญที่วัด เราไม่รู้ว่าใคร บางครั้งพวกผู้หญิงขายบริการทำงานเสร็จ ก็เหมารถไปตอนเช้าเพื่อเอาเงินไปทำบุญ คิดอยากจะทำบุญ บางคนพูดน่าคิดว่าทำงานแบบนี้ เอาเงินไปถวายพระได้มั้ย ความจริง "มนุษย์ทุกคนมีหัวใจห้องที่สะอาดอยู่"
เรามีสิ่งสะอาดในหัวใจ คิดอยากจะทำบุญ มีเงิน แม้จะเป็นเงินที่ได้มาจากสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่มีศรัทธาดีงามอยากทำบุญ แบ่งเบาความทุกข์ของตัวเองและคนอื่น เปรียบเทียบ คนโกงที่ได้เงินมาไม่ทำบุญเลย แต่อีกคนคิดที่จะแบ่งเงินเพื่อทำบุญเพื่ออาจช่วยล้างบาป พระอาจารย์พยายามมอง มองในทางที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นเราจะไม่คิดไม่มองว่า คนนั้นเลว คนนั้นไม่ดี
บ้านเมืองเราทุกวันนี้มีการแบ่งแยกแบ่งกลุ่มทางความคิด
พระอาจารย์สอนว่า การมีความคิดเห็นแตกต่างกัน เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์
ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้ปัญญา ความรัก ความเมตตาและความสามัคคี มาแก้ปัญหา
เราควรแยกระหว่าง "ความรัก" กับ "ความคิดเห็น" ออกจากกันให้ได้ หากแยกไม่ออก ก็จะนำไปสู่ความรุนแรง
"จะคิดแตกต่างกันยังไงก็ตาม ก็ขอให้เรารักกัน ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
ไม่มีใครดีไปซะทุกอย่าง หรือว่าชั่วไปซะทุกอย่าง ดีเลวคลุกเคล้ากัน
แต่ถึงยังไงธรรมชาติยังมี การให้อภัย การให้โอกาสกัน มาทำให้เกิดความสมดุลยังอยู่ด้วยกันได้
แต่ทุกวันนี้เราขาดความรักความเมตตาต่อกัน คิดถึงแต่ความต้องการของตนเอง เกลียดและชิงชังต่อกัน และไม่ีมีใครได้ประโยชน์
พระอาจารย์ ให้แง่คิดว่า "ถ้าเปรียบประเทศไทยเป็นครอบครัว แล้วแตกแยกกันแบบนี้ คิดว่าใครจะทุกข์ที่สุด" .......?
เราทุกคนรู้ดี แต่มีใครสักกี่คนที่คิดถึงและจริงจังกับเรื่องนี้ ว่าพ่อเราทรงทุกข์แค่ไหน
"มีอะไรมั้ยที่จะทำให้ เปลี่ยนจากที่ทะเลาะกันมารักกัน เพื่อให้พ่อสบายใจ"
เป็นที่มาของอีกภารกิจหนึ่งของพระอาจารย์อลงกต คือ การขอบิณฑบาตรความรู้รักสามัคคีถวายพระเจ้าอยู่หัว เป็นการทำดีเพื่อพ่อ
ด้วยการแจก สายรัดข้อมือที่พระอาจารย์และลูกศิษย์ถักกันขึ้นมาเอง 1,000,000 อัน
ช่วงสุดท้าย พระอาจารย์ตอบคำถามคุณดู๋ว่า
พระอาจารย์ที่ฝึกการควบคุมจิตใจมาแล้ว ยังเป็นห่วงเป็นทุกข์เรื่องบ้านเมืองแบบนี้ ถือเป็นกิจของสงฆ์หรือไม่ ...."อะไรที่เป็นคุณงามความดี ที่ทำให้โลก ให้มนุษย์เจริญขึ้น ดีขึ้น ล้วนเป็นกิจของสงฆ์ทั้งนั้น"
พายเอามาเล่าให้ฟังเพราะ... แม้ว่าเราอาจไม่ได้เป็นหนึ่งในล้านคน ที่จะได้รับแจกสายรัดข้อมืออันนี้ แต่เราก็เป็นคนนึงที่สามารถใส่บาตรความรักความสามัคคี รู้จักให้อภัยต่อกันได้นะคะ
บางคนอาจจะคิดว่า ไม่เกี่ยวกับเรา แต่ภาครวมก็เกิดจากภาคย่อยอย่างเรานี่แหละค่ะ
พายเคยอ่านหนังสือกล่าวไว้ว่า...
ความรักกับความริษยาเกลียดชังเป็นโรคติดต่อ...
ถ้าเราได้รับความรักมามากพอ เราก็จะส่งความรักให้คนอื่นได้โดยไม่รู้ตัว จะอ่อนโยน ให้อภัย เปิดใจและเข้าใจคนอื่นได้ดี
แต่ถ้าเราได้รับแต่ความเกลียดชัง อิษฉาริษยา เราก็จะเป็นคนช่างชิงชัง ยึิดถือผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก ใจแคบและไม่สนใจคนอื่นเอาได้ง่ายๆ เช่นกัน
เพราะฉะนั้นช่วยกันแพร่เชื้อความรักความสามัคคี ให้อภัยและเห็นใจผู้อื่น กันเถอะค่ะ
คงไม่มีใครชอบสังคมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและคนเห็นแก่ตัว



ตอนนี้จะว่าไป ก็ต้องทำตัวเองให้เป็นคนดีก่อนแหละ....ทำไม่ยากหรอก
#1 By a - สุ - จิ -( ปุ - ริ) on 2007-05-19 23:20